วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Learning Log 8 นอกห้องเรียน

Learning Log 8 นอกห้องเรียน

ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากล นับว่าเป็นภาษาอีกภาษาหนึ่งที่คนไทยเป็นจำนวนมากคุ้นเคย ในปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่มีโอกาส สัมผัสกับภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันจากสื่อต่างๆเช่น จากตำรา หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น และนับแต่อนุบาลจนกระทั่งจบการศึกษาคนไทยรู้จักภาษาอังกฤษอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างดีทีเดียว แต่ในปัจจุบันพบว่านักเรียนไทยส่วนใหญ่ยังมีข้อบกพร่องในการใช้ภาษาอังกฤษโดยเฉพาะการออกเสียงอาจเป็นเพราะได้เรียนรู้แต่กฎเกณฑ์ด้านไวยากรณ์และการเพิ่มพูนคำศัพท์แต่ไม่ได้รับการฝึกฝนการออกเสียงงภาษาอังกฤษได้ถูกต้องซึ่งการสื่อความหมายด้วยภาษาอังกฤษให้ได้ผลดีนั้นไม่ควรละเลยทักษะด้านการออกเสียงเพราะมันมีส่วนช่วยให้เราสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เสียงในภาษาอังกฤษหลายเสียงไม่มีในภาษาไทย จึงทำให้เกิดปัญหาสำหรับคนไทยเมื่อต้องออกเสียงนั้นๆ เช่น สียง /v/ ในคำ van ส่วนใหญ่คนไทยก็จะออกเสียงที่สะกดด้วยตัว ว ในภาษาไทยซึ่งไม่ถูกต้อง หรือแม้ว่าเสียงในภาษาอังกฤษบางเสียงจะมีในภาษาไทยแต่ตำแหน่งที่สียงนั้นปรากฏในคำก็จะต่างกัน เช่นเสียง /f/ ในภาษาอังกฤษเป็นได้ทั้งเสียง พยัญชนะต้น fan แล้เสียงพยัญชนะท้าย safe แต่ในภาษาไทยเสียงพยัญชนะที่สะกดด้วยตัวอักษร ฟ หรือ ฝ จะไม่ปรากฏในตำแหน่งท้ายคำ หรือเป็นเสียงพยัญชนะท้ายคนไทยส่วนใหญ่จึงออกเสียงพยัญชนะท้ายของคำ safe ไม่ถูกต้อง กล่าวคือจะออกสียงพยัญชนะท้ายเหมือนกับสะกดด้วย พ หรือ บ เป็นต้น
นอกจากนี้คนไทยบางคนก็ไม่ค่อยจะเข้มงวดกับการออกเสียงที่สะกดด้วย ร และ ล ถ้าหากจะมีคนพูดว่า ลูกของฉันถูกเพื่อนลังแก เลยไม่ชอบไปโลงเลียนแม้ว่าจะไม่ถูกต้องในแง่ของการออกเสียงตัว ร ในคำ รังแกและโลงเลียน แต่เรายังเข้าใจความหมายของประโยคนี้ เพราะในภาษาไทย ถึงจะมีคำ ลังและโลงแต่ก็ไม่มีคำ ลังแกและโลงเลียน แต่ในภาษาอังกฤษ ถ้าเราออกเสียง /l/ และ /r/ สับสนกัน เป็นว่า ออกเสียง /r/ เป็นเสียง /l/ แทนจะทำให้ผู้ฟังเข้าใจความหมายของประโยคผิดไป เช่นถ้าผู้พูดต้องการพูดประโยค“Jane’s answer war wrong” แต่ไปพูดว่า “Jane’s answer was long” แทนที่ผู้ฟังจะเข้าใจว่า คำตอบของเจนผิดกลับไปเข้าใจว่า คำตอบของเจนยาว ดังนี้เป็นต้น ซึ่งที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่คนไทยส่วนใหญ่มักประสบเมื่อพูดภาษาอังกฤษ
นอกจากนี้การฟัง ยังเป็นการเรียนรู้ที่สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาไม่ว่าจะ1นาที หรือ เป็นชั่วโมง การฝึกฟังที่ดีที่สุด คือการฟังข่าวภาษาอังกฤษ ซึ่งช่องทางการฟังมีหลายรูปแบบ เช่น ดูข่าวผ่านทีวี ,CNN,BBC หรือช่องทางอื่นๆหรือฟังข่าวออนไลน์ผ่านมือถือ การฟังข่าวนั้นนอกจากจะได้สำเนียงของเจ้าของภาษาแล้วยังได้ตำศัพท์ (Vocabulary) รูปแบบประโยคในภาษาอังกฤษ และการแปล (Translation) อีกด้วยซึ่งในวันนี้เราจะพูดถึงการเรียนรู้ศัพท์จากข่าว เป็นการให้เราได้ฝึกค้นหาความหมายของศัพท์ที่ใช้บ่อยๆในการรายงานข่าว เพื่อให้เราคุ้นเคยกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษทั้งที่ใช้กันโดยทั่วไปและใช้ในสาขาต่างๆเพื่อจะได้เป็นพื้นฐานในการอ่านและการแปลข่าวต่อไปได้ ซึ่งตัวอย่างที่สืบค้นหาจะมีความหมาย ชนิดของคำ และการใช้คำศัพท์ในสถานการณ์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น
คำแรก abuse (n, v) หมายถึงใช้ในทางที่ผิด การงดการกระทำที่เสื่อมเสียในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในลักษณะใด เช่น  power abuse การใช้อำนาจในทางที่ผิด child abuse การกระทารุณเด็กด้วยการทำให้ทำงานหนักหรือการกักขังเฆี่ยนตีหรือด้วยการกระทำชำเราเด็ก drug abuse การใช้ยาที่ผิดวัตถุประสงค์เพื่อเจตนาที่ไม่ดีหรือการใช้ยาเป็นสารเสพติดนั่นเอง เมื่อใช้ทำหน้าที่คำกริยา (V.) จะแปลว่า ใช้ไปในทางที่ผิด เช่น She abuse my friendship.เธออาศัยมิตรภาพที่ฉันมีให้เธอเพื่ออหลอกใช้ฉัน
คำที่สอง activist (n.) หมายถึงนักเคลื่อนไว มักใช้กับผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง (political activist) เพื่อเรียกร้องสิ่งที่ต้องการหรือต่อต้านสิ่งที่ไม่เห็นด้วยซึ่งการเคลื่อนไหวนั้นอาจเป็นการเดินขบวน (demonstration) หรือการอดอาหารประท้วง (hunger strike) เช่น Activist marched through to protest construction of the fourth nuclear plant.
คำที่สาม autonomy มาจากรากศัพท์ภาษากรีก auto แปลว่า ตัวเอง,ตนเอง และ nomos ซึ่งแปลว่า กฎหมาย มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า self-rule โดยปกติจะใช้กับดินแดนซึ่งเคยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐอื่นและต่อมาได้รับอิสรภาพคืน เช่นในกรณีที่อิสราเอลได้ยินยอมให้ชาวปาเลสไตน์ในเขตฉนวนกาซ่า (Gaza Strip) และเมือง Jericho ใน West Bank มีสิทธิในการปกครองตนเองอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่อิสราเอลได้ยึดปกครองดินแดนเหล่านี้มาเกือบ 27 ปี (Autonomy comes to Gaza Strip at last.)
คำที่สี่ bill (n.) หมายถึงร่างกฎหมายที่สมาชิกรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรีเสนอต่อรัฐบาลเพื่อขอความเห็นชอบและประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้วนายกรัฐมนตรีจะนำร่างพระราชบัญญัติขึ้นทูลเกล้าถวาย เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงปรมาภิไทยหลังจากได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกขา (The royal Gazette) แล้วร่างพระราชบัญญัติจะแปลสภาพเป็นพระราชบัญญัติ (act) และมีผลบังคับใช้ให้เป็นกฎหมาย (statute)
คำที่ห้า คือ blanket (n) รวม,อเนกประสงค์ โดยปกติแล้วจะแปลว่าผ้าห่ม แต่เมื่อขยายคำนามจะหมายความว่า รวม เช่น a blanket insurance policy จะแปลว่ากรมธรรม์คุ้มครองรวมซึ่งผู้ประกันชำระเงินประกันจำนวนเดียว แต่จะได้รับการคุ้มครองรวมหลายรายการในกรณีนี้ให้ blanket support ดับผู้ใดผู้หนึ่งนั้นจะหมายถึงการให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยไม่พิจารณาเดิมควรว่าเหมาะหรือไม่ เช่น Coalition MPs cannot blindly give blanket support to ministers facing a no confidence motion.
นอกจากนี้ การออกสียงในภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่สำคัญมากถ้าหากเราออกเสียงผิดก็อาจทำให้การแปลความหมายนั้นผิดไปด้วย วันนี้เรามี 10 คำ ที่คนไทยออกเสียงผิดมากที่สุด (Asian Vegetables) มานำเสนอควบคู่กับ VCD ที่แนบมาในหนังสือ คำแรก Suite เวลาคุณไปพักโรงแรมคุณต้องการห้องหรูหราที่สุด คุณจะขอห้องสูตใช่ไหม ภาษาไทยอาจเรียกว่า สูต แต่ภาษาอังกฤษไม่เรียกอย่างนั้น ห้องชุดแบบนี้เรียกว่า Snite เหมือนคำว่า Sweet ออกเสียงเหมือนกัน ส่วนห้องสูตนั้น ฝรั่งจะนึกถึง Suit หรือเสื้อสูต
                คำที่สอง Excuse me ขอโทษครับ/คะ จะพูว่าอย่างไรลองนึกถึงตัว xป ตามมาด้วย q และก็ smee ตอนท้ายหรือ x+ q+ smee นี่แหละคือวิธีออกเสียง Excuse me คำที่สาม Asia ทวีปนี้ออกเสียงอย่างไร ภาษาไทยออกเสียงว่า เอเชีย แต่ฝรั่งออกเสียงไม่เหมือนกัน คำที่สี่ Juice น้ำผลไม้ เรียกว่าอย่างไรใครๆที่ตอบ จู-อีส เตรียมแพ๊คกระเป๋ากลับบ้าน เพราะที่ถูกคือ จูส หรือ จิว-ส คำที่ห้า six ห้ามออกเสียงว่า sick เพราะว่า sick หมายถึง ป่วยไม่สบาย หมายเลข 6 อ่านว่า six โดยมีเสียง s ในตอนท้าย
                คำที่หก Electricity ไฟฟ้า ไมใช่ electric-city ที่ถูกคือ Electricity หรือ อิ- เล็ก- ทริส- สิ- ที่ เป็นคำ adjective คือ electric หรือ อิ-เล็ค-ทริค คำที่เจ็ด busy ยุ่งไหมถ้ายุงก็บอกว่า I am busy คำนี้ออกเสียงว่า บิ-ซี่ แต่จริงๆแล้วตัว s ออกเสียงเป็น z busy เช่นเดียวกับ business ที่แปลว่าธุรกิจ business พยางค์ที่สองแทบจะหายไป  คำที่แปด Island คำนี้สะกดด้วย s แต่ไม่ออกเสียง เราจะพูดว่า ไอ- ลึน-ด ส่วน Iceland ก็เป็นประเทศหนาวๆประเทศหนึ่งในยุโรป
                ดังนั้นการออกเสียงภาษาอังกฤษไม่ชัด จึงเป็นปัญหาให้กับเราโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการสื่อสารที่นอกจากผู้อื่นจะไมเข้าใจที่เราพูดแล้วยังทำให้เรื่องเล็กๆกลายเป็นเรื่องใหญ่ๆได้เสมอ เพราะแปลความหมายที่ฟังมาผิด ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มาจากคนฟัง แต่เป็นคนพูดต่างหากที่พูดเพี้ยนไป ซึ่งเรามีวิธีแก้ง่ายนิดเดียวนั่นก็คือการอ่านคำศัพท์ควบคู่ไปกับการเปิดฟังคำศัพท์และฝึกออกเสียงทุกๆวันอย่างน้อยวันละครั้งก็จะช่วยให้เราสามารถออกเสียงภาษาอังกฤษได้ถูกต้องกว่าเก่าปัญหาเรื่องแปลความหมายผิดก็จะลดลงจนในที่สุดก็ไม่ผิดเลย



Learning Log 8 ในห้องเรียน

Learning Log 8 ในห้องเรียน

ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าไวยากรณ์มีความสำคัญหลายประการ หากเปรียบไวยากรณ์เป็นเหมือนกระดุกสันหลังที่เป็นพื้นฐานช่วยให้ผู้เรียนภาษาอังกฤษประสบความสำเร็จในการเรียนทั้งทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน โดยเฉพาะทักษะการเขียน ผู้เขียนจะต้องรู้จักเรียบเรียงประโยคให้เป็นข้อความที่สามารถสื่อสาร และทำให้ผู้อ่านเข้าใจในแนวคิดของผู้เขียน ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดความคิด ความรู้ของตนออกมาให้ผู้อ่านได้เข้าใจต้องอาศัยความรู้ความสามารถในด้านศัพท์ ไวยากรณ์ การสะกดคำ และเครื่องหมายวรรคตอน โดยเฉพาะความรู้ด้านไวยากรณ์เป็นสิ่งสำคัญมากและเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้การเขียนมีความชัดเจนขึ้น เพื่อที่จะสามารถสื่อสารความคิดกับผู้อ่านและผู้ฟังได้
การเขียนโครงสร้างไวยากรณ์นั้น ถ้าได้รับการเสริมแรงจากทักษะการเขียนก็จะทำให้โครงสร้างไวยากรณ์มีความหมายต่อผู้เรียนมากขึ้น และผู้เรียนจะได้มีโอกาสนำโครงสร้างต่างๆที่ตนเรียนมาเรียบเรียงเป็นประโยคของตนเอง ทำให้เกิดความภาคภูมิใจว่าตนเองก็สามารถใช้ภาอังกฤษได้ เช่น หลังจากการสอนเรื่อง Present Simple Tense แล้วครูผู้สอนก็ให้ผู้เรียนเขียนเรียงความเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของผู้เรียนก็จะเป็นการเสริมแรให้ผู้เรียนเข้าใจเกี่ยวกับกริยาในรูปปัจจุบันกาลถ้าการเรียนการสอนเป็นไปตามนี้และทักษะการเขียนจะเป็นไปตามธรรมชาติและมีความหมายต่อผู้เรียนมากขึ้นและจะไม่รู้สึกหวาดกลัวหรือตื่นเต้นต่อการใช้ภาษาอังกฤษ เพราะถ้าพูดที่ว่าผู้เรียนประสบปัญหาเพราะขาดความแม่นยำในเรื่องโครงสร้างทางไวยากรณ์ก็จะค่อยๆหมดไป
ไวยากรณ์ในห้องเรียนสัปดาห์นี้จะกล่าวถึงเรื่อง Noun Clause ซึ่งมีรูปประโยคมีประธานและภาคแสดง มีลักษณะเหมือนประโยคย่อย ที่ซ้อนอยู่ภายใน โดยใช้คำนำหน้าประโยคย่อยนี้เพื่อเชื่อมต่อกับประโยคใจความหลัก ทำหน้าที่เหมือนคำนามสามารถลดรูปได้และมีการใช้คำนำหน้า เราจึงควรเรียนรู้เพื่อให้สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพดังรายละเอียดดังต่อไปนี้
Noun Clause แปลว่า นามานุประโยค หมายความว่าประโยคนั้นทั้งประโยคถูกจำมาใช้เสมือนกับเป็นคำนามคำหนึ่ง และวิธีสังเกตว่า Clause ใด เป็น Noun Clause นั้นให้สังเกตได้ดังนี้คือ Noun Clause มักจะขึ้นต้นประโยคของมันด้วย that ซึ่งแปลว่า ซึ่ง และ/หรือ Noun Clause มักจะขึ้นต้นประโยคของมันด้วยคำที่แสดงคำนาม คือ how, which, what, where, when, why, who, whose, whom เช่น I don’t know how he did it. ผมไม่รู้ว่าเขาทำมันได้อย่างไร What you want is in the bag. สิ่งที่คุณต้องการอยู่ในถุงนี้แล้ว He said that he know you. เขาพูดว่า เขารู้จักคุณ ประโยคที่ขีดเส้นใต้นั้นเป็น Noun Clause ทั้งหมด
หน้าที่ของ Noun Clause เมื่อนำมาใช้อย่างนาม หรือเสมือนเป็นคำนาม ก็ย่อมทำหน้าที่ได้เช่นเดียวกับคำนามทั่วๆไปในทางไวยากรณ์นั่นคือ 1. เป็นประธาน (Subject) ของกริยาได้ เช่น a.  His statement is correct. b. What he said is correct. จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า What he said (สิ่งที่เขาพูด) ใน   ประโยค b เป็นประโยคย่อย คือมีภาคประธาน he และภาคแสดง said โดยซ้อนอยู่ในประโยคอีกประโยคหนึ่งและทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคนั้น เทียบได้กับกลุ่มคำนาม His statement (คำพูดของเขา) ซึ่งเป็นประธานของประโยค a  2.เป็นกรรม (Object) ของกริยาได้ เช่น I want to know where she lives. ผมอยากรู้ว่าหล่อนอยู่ที่ไหน (where she lives เป็นกรรมของกริยา know)  He promised that he would pay back the debt. เขาให้สัญญาว่าเขาจะใช้หนี้คืนให้ (that he would pay back the debt เป็นกรรมของกริยา promised) 3.เป็นกรรม (Object) ของบุพบท (Prepositions) ได้ เช่น Wanna laughed at what you said. วรรณาหัวเราะเยาะสิ่งที่คุณพูด (what you said เป็นกรรมของ at )  She is waiting for what she want. หล่อนกำลังรอคอยสิ่งที่หล่อนต้องการ (what she want เป็นกรรมของ for) 4. เป็นส่วนสมบูรณ์ ( Complement) ของกริยาได้ เช่น It seems that it is possible. ดูเหมือนว่า มันเป็นไปไม่ได้ (that it is possible เป็นส่วนสมบูรณ์ของกริยา seems) This is what you want. นี่คือสิ่งที่คุณต้องการ ( what you want เป็นส่วนสมบูรณ์ของกริยา is) 5. เป็นคำซ้อนของนามตัวอื่นได้ (Appositive) เช่น His belief that coffee will keep him alert is incorrect. ความเชื่อของเขาที่ว่า กาแฟจะทำให้เขาตื่นอยู่เสมอนั้นไม่ถูกต้อง (that coffee will keep him alert เป็นคำซ้อนของ  belief )
คำนำหน้า Noun Clause มีคำที่ใช้นำหน้าเพื่อเชื่อมกับ main clause คำที่ใช้นำหน้าดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1. that นำหน้า Noun clause ที่เป็นประโยคทั่วไปไม่ว่าจะเป็นประโยคบอกเล่าหรือ ประโยคปฏิเสธ เช่น That he will come is certain.  การที่เขาจะมาเป็นสิ่งแน่นอน คำว่า  that มีความหมายว่า  “การที่”  ในกรณีที่ noun clause เป็นประธานของคำกริยาใน main clause และ that มีความหมายว่า ว่าในกรณีที่ noun clause เป็นกรรม  ดังในตัวอย่างข้างต้น อนึ่ง noun clause  ที่นำหน้าด้วย that  มีโครงสร้างของประโยคครบถ้วน การนำ that ไปวาง ข้างหน้า noun clause  เป็นเพียงการเชื่อม noun clause  กับ main clause
การละ that (commission of that) ในประโยค Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย that นั้นถ้าเป็นภาษาธรรมดา (Informal) โดยเฉพาะภาษาพูดแล้วเราจะละ that เสมอ เช่น He says coffee grows in Brazil. (=He says that coffee grows in Brazil. ) เขาพูดว่ากาแฟปลูกในประเทศบราซิล I know he'll return soon.(=I know that he'll return soon.) ผมรู้ว่าเขาจะกลับมาเร็วๆนี้
2. Noun Clause ที่นำหน้าด้วย Wh-words จะมีหน้าที่บางประการใน Noun Clause ดังนี้ who,whoever, whom,whomever ทำหน้าที่เป็นประธานและกรรมใน Noun Clause เช่น I want to know who he has chosen to marry. Whose คำนามที่ตามหลัง whose ทำหน้าที่เป็นประธาน กรรม กรรมตามหลังบุพบท และส่วนเสริมประธาน ใน noun clause เช่น I asked whose money was stolen. What, whatever ทำหน้าที่เป็นประธาน กรรมและส่วนเสริมประธานใน noun clause เช่น I want to know what her name is. Which, whichever มักมีคำนามตามหลังโดยทำหน้าที่เป็นประธานและกรรมใน noun clause เช่น I don’t know which brand is worth buying. Where, When, Why, How ทำหน้าที่เป็นคำกริยาวิเศษณ์ ใน Noun clause โดย where, wherever ใช้บอกสถานที่ เช่น Where he will stay has yet to be decided. ส่วนWhen, whenever  ใช้บอกเวลา เช่น You must find out when he is due to arrive at the airport.  Why ใช้บอกสาเหตุหรือเหตุผล เช่น Why he went to China was not known.  How  ใช้บอกกิริยาอาการ เช่น Describe how you felt at that time.


Learning Log 7 นอกห้องเรียน

Learning Log 7 นอกห้องเรียน

การฝึกภาษาอังกฤษในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในตำราเรียน ห้องเรียน แต่เราสามารถเรียนรู้ได้จากทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวอย่างอิสระ กระบวนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษนั้นเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป อย่าหักโหมเพราะการหักโหมก็เปรียบเสมือนการทำร้ายตนเอง ลองคิดดูว่า ขนาดภาษาไทยรายังสามารถอ่านออกเขียนได้ก็ต้องใช้เวลาท่องจำจาก ก-ฮ ดังนั้นการเรียนภาษาอังกฤษภายใต้สภาวะแวดล้อมรอบข้างที่ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษเลย เราก็ยิ่งต้องเพิ่มความพยายามโดยหมั่นฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ฝึกวันละนิดแต่สม่ำเสมอไม่ว่าเราจะฝึกด้วยตัวเองหรือไปเรียนภาษาแบบเสียเงิน แน่นอนว่าหากเราไม่มีความตั้งในอย่างแท้จริงมันก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับเราเลย และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฝึกทักษะภาษาอังกฤษ นั่นก็คือ ฝึกภาษาอังกฤษผ่านบทเพลง Close to you ของ ศิลปิน Carpenter ซึ่งเป็นศิลปินที่ตายไปแล้ว
จากการฟังเพลง Close to you มีคำที่น่าสนใจก็คือ "long" เมื่อเป็นคำกริยา จะไม่แปลว่า ยาว แต่แปลว่า ปารถนา เช่น I long to travel in Europe. ฉันปารถนา นอกจากนี้การอ่านเนื้อเพลง อ่านคำแปลเพื่อจะได้เข้าใจความหมายของเพลงและได้ฟังศัพท์อีกด้วย จากนั้นก็ฝึกร้องตาม ออกเสียงตาม จนกระทั่งเกิดการจำเนื้อเพลงได้เอง ซึ่งเมื่อจำเนื้อเพลงได้เราจะนึกความหมายออก ซึ่งเราจะจำคำศัพท์ได้โดยไม่ต้องท่อง ได้ทั้งคำศัพท์และทักษะการฟังไปพร้อมๆกัน ทุกอย่างจะซึมซับเข้าสมองเราจะจดจำเป็นระยะยาวเพียงเท่านี้ทักษะการฟังของเราจะดีขึ้นเอง เพียงแค่เราตั้งใจและหมั่นฝึกฝนอยู่สม่ำเสมอ เพียงเท่านี้การฟังภาษาอังกฤษก็ไม่ยากสำหรับเราอีกต่อไป
และแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เราอยู่กับภาษาอังกฤษ ทุกวันทุกเวลา คือ การฝึกภาษาอังกฤษผ่ามทเพลง ผ่านหนังสือ ผ่านวีดีโอ หรือสื่อมัลติมีเดีย โดยเฉพาะการฟังเพลงจะช่วยในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างมากและหากเราฟังเพลงสากลทุกวัน แล้วอ่านเนื้อเพลง อ่านความหมาย เราก็จะมีทักษะการฟังภาษาอังกฤษ ได้ทั้งคำศัพท์ สำเนียงการพูดและการแปลบทเพลงได้อย่างอัตโนมัติ และเป็นการเรียนรู้ที่สนุกไม่น่าเบื่ออีกต่างหาก และยังเป็นวิธีการฝึกทักษะที่ได้ผลเกินคาดแน่นอน เพียงแค่เรามีความอดทนและตั้งใจฝึกฟังบ่อยๆ

ดังนั้นการฝึกฟังเพลงสากลควรเริ่มฟังบ่อยๆ เน้นฟังสำเนียงที่ถูกต้องฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะทักษะการฟังไม่สามารถพัฒนาขึ้นในชั่วข้ามคืน ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนฟังซ้ำๆอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ฟังครั้งหนึ่งไม่กี่นาทีแต่เน้นการฝึกบ่อยๆจะได้ผลดีกว่าการฟังครั้งหนึ่งเป็นชั่วโมงแต่ฝึกแค่สัปดาห์ละครั้งและถ้ารู้สึกว่าทักษะเริ่มพัฒนาแล้ว ระหว่างการฝึกเราอาจออกเสียงร้องเพลงควบคู่ไปด้วยก็ได้ การร้องเพลงตามจะทำให้เราโฟกัสกับสิ่งที่ฟังมากขึ้น และเป็นการเช็คว่าสิ่งที่เราได้ยินนั้นถูกต้องหรือไม่ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Learning Log 7 ในห้องเรียน

Learning Log 7 ในห้องเรียน

การเรียนการสอนของภาษาล้วนมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถใช้ภาษาที่เรียนในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นที่ใช้ภาษานั้นได้ ซึ่งในการเรียนการสอนภาษา เชื่อว่า การที่จะให้ผู้เรียนมีความสารถในการฟัง พูด อ่าน เขียน และสื่อสารได้ จำเป็นต้องให้ผุ้เรียนมีความรู้ในเรื่องกฎเกณฑ์โครงสร้างของภาษา เพราะถ้าผู้เขียนมีความรู้เรื่องโครงสร้างทางภาษาแล้วสามารถใช้ความรู้นั้นเพื่อประโยชน์ในการสื่อสารได้ แต่ในปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าความรู้ในโครงสร้างภาษาแต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถก่อให้เกิดความสามารถในการสื่อสารได้ทั้งนี้เพราะความสามารถในการสื่อสารนั้นรวมถึงความสามารถในการใช้ภาษาให้ถูกต้องและเหมาะสมเมื่อการสอนเน้นไปในด้านการใช้ภาษาจึงทำให้มีผู้เข้าใจว่าผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์ไวยากรณ์ของภาษาอีกต่อไปซึ่งความเข้าใจเช่นนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดเพราะโครงสร้างทางไวยากรณ์นั้นมีส่วนทำให้สามารถใช้ภาษได้อย่างมีประสิทธิภาพการเรียนการสอนไวยากรณ์จึงมีความจำเป็น ในสัปดาห์นี้เราได้เรียนรู้ในห้องเรียนเรื่อง If-Clause ซึ่งมี 3 ประเภท
Conditional Sentence หรือเรียกอีกอย่างว่า If-Clause คือ ประโยคที่มีข้อความแสดงเงื่อนไข (Condition) หรือแสดงการสมมุติ หรือการคาดการณ์ว่าถ้ามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วก็จะมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นตามมา ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยครวมกัน และเชื่อมด้วย Conjunction ‘if’ ประโยคนำหน้าด้วย if แสดงเงื่อนไข เราเรียกว่า If-clause และประโยคที่แสดงผลของเงื่อนไขนั้น เราเรียกว่า Main-Clause เช่น If it rains, I shall stay at home. (ประโยคแรกนำหน้าด้วย if เป็นประโยค if-clause ส่วนประโยคหลังแสดงผลของเงื่อนไขแรก เป็น Main-Clause) Conditional Sentence แบ่งออกเป็น 3 ประโยคใหญ่ๆคือ Present Real, Past Unreal, Present Unreal ซึ่งอธิบายได้ดังนี้
แบบแรก Present Real เป็นการสมมุติถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันหรืออนาคต แสดงเงื่อนไขที่น่าจะเป็นไปได้ (probable condition) หมายความว่าถ้ามีการกระทำหรืออเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว เหตุการณ์เช่นนั้นก็จะเกอดขึ้นตามหลังมาทันที มีโครงสร้างคือ If + Present simple + Future Simple เช่น If he goes to London, he will meet his old friend. If it rains, I will not go shopping.
แบบที่สอง Present Unreal เป็นการสมมุติในปัจจุบันที่บอกความสงสัย (doubt) แสดงเงื่อนไขที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ (improbable condition) หมายถึงเงื่อนไขที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้หรือไม่อาจเป็นไปได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เป็นเรื่องที่ผู้พูดสมมุติหรือตั้งเงื่อนไขลมๆแล้งๆขึ้นมา เช่น พูดว่า ถ้าฉันเป็นนกฉันจะบินได้หรือ ถ้าฉันมีตาทิพย์ ฉันจะบอกเลขท้าย 2 ตัวให้เธอทุกงวด ทำนองนี้ เราเรียกว่า เป็นเงื่อนไขหรือการสมมุติในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โครงสร้างคือ If+ Present Simple+ V1 เช่น If I had enough money, I would marry my girlfriend, but right now ,I am very poor. If today were Sunday, We would be at home.
แบบที่สาม Past Unreal เป็นการสมมุติ แสดงเงื่อนไขที่ไม่อาจเป็นไปได้เลยและตรงกันข้ามกับความเป็นจริงในอดีต การสมมุติในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตและผู้พูดก็ทราบดีว่าเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไร แต่ผู้พูดก็นำมาพุดสมมุติเสียใหม่คือ สมมุติให้ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เช่น ข้อความว่า ถ้าคุณไม่ได้ฆ่าน้องชายเขา คุณก็คงไม่ติดคุกซึ่งความจริงที่เกิดขึ้นคือ คุณได้ฆ่าน้องชายของเขา ดังนั้นคุณจึงต้องติคุก ลักษณะเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งความจริงที่เกิดขึ้น คือคุณได้ฆ่าน้องชายของเขา ดังนั้นคุณจึงต้องติดคุก ลักษณะเหตุการณ์ดังกล่าว เรียกว่า การสมมุติหรือเงื่อนไข ซึ่งตรงกันข้ามกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มีโครงสร้าง คือ If+ Past Perfect+ would+ Present Perfect (-ed) เช่น If I had known of your arrival, I should have met you. (but I didn’t know, so I didn’t meet you.) ใน Conditional Sentence จะขึ้นต้นด้วยประโยค If-Clause
จะเห็นได้ว่าการศึกษาโครงสร้างของไวยากรณ์มีความสำคัญ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเป็นฐานความรู้เพื่อใช่ต่อยอดการพูดภาษาอังกฤษต่อไปได้ ซึ่งการศึกษาโครงสร้างทางไวยากรณ์ในบางเรื่องอาจมีความซับซ้อน แต่ถ้าหากเราตั้งใจอ่านและทำความเข้าใจ มันก็ไม่มีอะไรยากสำหรับเราเลย การเรียนเรื่อง If- Clause ในวันนี้ทำให้เรามีความรู้และเข้าใจในโครงสร้างของ If-clause ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง และหมายถึงอะไร นอกจากนี้ยังได้ทำความเข้าใจกับประโยค If-Clause แต่ละแบบ ทำให้เราเห็นภาพมากขึ้นว่าควรใช้รูปแบบประโยคแบบไหนและต้องใช่ในสถานการณ์ใด


Learning Log 6 นอกห้องเรียน

Learning Log 6 นอกห้องเรียน

"ทำอย่างไรให้ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง" หรือ "ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องและ ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้เก่งเป็นคำพูดที่คนส่วนใหญ่พูดกันทั้งๆที่เรียนภาษาอังกฤษกันมาแล้วหลายปี ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนยังต้องเสาะหาที่เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมจากที่ต้องเรียนในโรงเรียน และบางคนผ่านการเรียนภาษาอังกฤษจากสถาบันสอนภาษาอังกฤษมาแล้วหลายสถาบัน แต่ก็ยังไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ซักที บางคนสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้ดี เข้าใจดี หรือ บางคนทำคะแนนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้ดี แต่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะอะไร สาเหตุที่สำคัญคือ ทักษะการฟังภาษาอังกฤษ เราต้องพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษก่อน และวิธีการฟังให้ได้ผลดีคือเราต้องฟังประโยคซ้ำๆ หลายๆรอบจนขึ้นใจแล้วพูดตาม ออกเสียงให้เหมือนที่สุด อาจไม่เข้าใจความหมายหรือคำแปลไม่เป็นไรขอให้พูดภาษาอังกฤษออกมาให้ได้ก่อน
เมื่อเราพูดประโยคภาษาอังกฤษเหล่านั้นออกมาได้แล้ว เราก็หลุดออกจากกับดักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้แล้ว นั่นแปลว่าเราได้เข้าสู่วงจรของการที่จะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างอัตโนมัติแล้วหลังจากนั้นจึงค่อยมาศึกษาคำแปลของประโยคเหล่านั้น และเพิ่มประโยคภาษาอังกฤษให้มีสะสมในสมองมากขึ้น ลำดับต่อไปจึงฝึกพูดประโยคภาษาอังกฤษเหล่านั้นให้เร็วขึ้น เราก็จะสามารถพูดภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติจากจิตใต้สำนึกโดยไม่ติดขัดอีกแล้วแล้วจึงมาฝึกหรือแก้ไขคำที่เรามักจะออกเสียงภาษาอังกฤษไม่ถูกต้อง ไม่ชัด ให้พูดได้ชัดเจนขึ้น ตรงนี้อาจต้องอาศัยครูสอนภาษาอังกฤษ หรือเพื่อนชาวต่างชาติเพื่อให้เรียนได้เร็วและมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น
เราลองมาเปรียบเทียบดูว่า ภาษาไทยที่เราพูด, อ่าน และเขียนได้ในปัจจุบันล่ะ มีพื้นฐานมาจากอะไร ?? หากไม่ใช่มาจากการฟัง ฟังจนเข้าใจในสิ่งที่เราได้รับฟังมา แล้วเลียนเสียงนั้น (คือการพูดตาม) จนพูดได้ หลังจากนั้น จึงเริ่มเรียนการอ่าน แล้วจึงตามมาด้วยการเขียนเช่นเดียวกัน หากเราได้ฟังภาษาอังกฤษ หลายๆรอบ บ่อยๆ ซ้ำๆจนจำขึ้นใจแล้ว เราจะพบว่าเราสามารถฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องและเข้าใจโดยอัตโนมัติ นอกจากนั้นยังสามารถ พูดภาษาอังกฤษได้อีกด้วย วิธีการฝึก ฟังภาษาอังกฤษ ให้ได้ผลเร็ว มีเทคนิค ดังนี้
1. ฝึกฟังจากเทป บทสนทนาภาษาอังกฤษ ซึ่งบทสนทนานั้นจะต้องพูดด้วยความเร็วปกติที่ชาวต่างชาติพูด อย่าฝึกฟังจากเทปที่พูดช้ากว่าการพูดปกติของเขา เนื่องจากจะทำให้เราเคยชินกับการฟังภาษาอังกฤษ แบบที่พูดช้าๆ และเมื่อเจอชาวต่างชาติที่พูดด้วยอัตราความเร็วปกติ เราก็ไม่เข้าใจเช่นเดิม
2. การฝึกฟังครั้งแรกๆ ควรเริ่มฟัง ครั้งละ 5 - 10 ประโยค (อย่าฟังประโยคเยอะเกินไปจนไม่สามารถจะจำประโยคเหล่านั้นได้)
3. ขณะที่ฝึก ฟังภาษาอังกฤษ ต้องมี Script เสมอ
4. ในการฝึกฟังแต่ละครั้ง ต้องฟังให้ได้อย่างน้อย 4 รอบ คือ
- รอบที่ 1 ฟังพร้อม Script และหากเห็นว่าคำใดที่เราเคยออกเสียงไม่เหมือนเขา หรือ
เราฟังไม่รู้เรื่องแม้จะมี Script ให้หยุดเทป แล้วจดลงในScript ว่า เสียงที่เราได้ยิน
นั้นคืออะไร
- รอบที่ 2 และ 3 ออกเสียงตาม
- รอบที่ 4, 5, 6, ..... ลองฟังแบบหลับตา โดยไม่มี Script
5. ช่วงแรก ขอให้ฝึกฟังประโยคเดิมๆ ด้วยวิธีข้างต้น สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง (ฝึกทุกวันได้ยิ่ง
ดี) แล้วจึงค่อยๆเพิ่มจำนวนประโยคให้มากขึ้นเป็น 15-20 ประโยค ต่อการฝึกฟังแต่ละครั้ง หากทำวิธีดังกล่าวข้างต้นอย่างสม่ำเสมอ เพียงเดือนเดียว รับรองว่านอกจากจะ ฟังภาษาอังกฤษ รู้เรื่องแล้ว ยังสามารถ พูดภาษาอังกฤษ ได้โดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

จากการศึกษาเทคนิควิธี การฟัง ภาษาอังกฤษให้ได้ผลนั้น เราควรฝึกฟังให้มากๆและฟังซ้ำๆ เพรานอกจากจะทำให้การฟังของเราดีขึ้นแล้วยังช่วยให้เราพูดภาอังกฤษได้อีก ซึ่งเทคนิควิธีในการฟังให้ได้ผลนั้นแรกๆ ควรฝึกระดับประโยคก่อน ประมาณ 5-10 ประโยคฝึกฟังและพูดซ้ำไปซ้ำมา เมื่อคล่องแล้วก็เพิ่มจาก 10 คำ เป็น 15 หรือ 20 คำ ข้อสำคัญในการฝึกก็ควรดูสคริปไปด้วยเพื่อดูว่าการฝึกครั้งแรกเราฟังคำศัพท์ผิดหรือไม่ แต่พอฟังจนชำนาญแล้วก็ไม่ต้องดูสคริปอีก และหากเราสามารถทำวิธีดังกล่าวได้ และฝึกการฟังอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะสามารถฟังภาษาอังกฤษได้ และยังสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย

Learning Log 6 ในห้องเรียน

Learning Log 6 ในห้องเรียน

Grammar หรือไวยากรณ์เป็นสิ่งที่จำเป็นในการสื่อสารภาษา แต่อย่างไรก็ตามการทำความเข้าใจในหลักการอาจเป็นเรื่องลำบากสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการใช้ภาษาเยอะ แต่หากเราค่อยๆทำความเข้าใจองค์ประกอบของ Grammar ต่างๆก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเรียนภาษาอังกฤษได้แม้ว่าวันนี้เราอาจจะยังไม่เข้าใจในเนื้อหาของ Grammar ทั้งหมดก็ตาม หากพูดถึง Grammar หลายๆคนอาจคิดว่ามันยากและไม่สามารถพิชิตมันได้ แต่หากเรามีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ศึกษาเราก็สามารถที่จะเก่ง Grammar ได้ง่ายๆ ซึ่งการเรียนรู้ในห้องเรียนในวันนี้คือ การทบทวนเนื้อหาไวยากรณ์ เรื่อง Adjective clause ศึกษาความหมาย การใช้ประโยคและการลดรูปจาก adjective clause เป็น Adjective phrase
Adjective clause หรือ คุณานุประโยค หมายความว่าประโยคนั้นทั้งประโยคจะไปทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ขยายคำนาม หรือขยายคำเสมอนามได้เช่นเดียวกับ adjective ธรรมดาแต่การขยายด้วย adjective clause จะทำให้ข้อความนั้นหนักแน่นขึ้นและเด่นชัดขึ้นกว่าการขยายด้วย Adjective ธรรมดา ประโยค Adjective clause นั้นเกิดจาก clause 2 clause มาเชื่อมต่อกันเป็นประโยค ซึ่งลักษณะของประโยคจะนำหน้าด้วยคำเชื่อมสัมพันธ์ (relative word) ซึ่งได้แก่ who, whom, whose, which, that, etc. เราจะนิยมใช้ which กับสัตว์/สิ่งของ มากกว่าการใช้ that
การใช้ that ซึ่งเป็น Relative pronoun จะนำมาขึ้นต้นประโยค Adjective clause ได้ก็ต่อเมื่อคำหน้านามที่เป็น Antecedent นั้นมีลักษณะดังต่อไปนี้คือ 1)มีคุณศัพท์ขั้นสูงสุด (Superlative Degree) ประกอบอยู่ข้างหน้า เช่น She is the best student that I have ever seen. 2) มีเลขลำดับที่ (Ordinal number) ประกอบอยู่ข้างหน้า เช่น she is the third wife that he married to. 3) มีคุณศัพท์บอกปริมาณ (Quantitive Adjective) ประกิบอยู่ข้างหน้า เช่น Money is only that she needs 4)เมื่อหน้า that นั้นเป็นสรรพนาม (Compound pronoun) ต่อไปนี้ เช่น someone, anyone, somebody, anything etc. เช่น There is nothing that การใช้ of which ในประโยค adjective clause ซึ่งแปลว่า ซึ่ง...ของ...เป็นการแสดงความเป็นเจ้าของ ใช้กับสัตว์และสิ่งของเท่านั้นเวลาพูดหรือเขียนจะวางไว้ข้างหน้าหรือหลังนามที่มันไปประกอบได้ทั้งนั้น เช่น The table the leg of which is broken is mine.ส่วนคำแสดงความเป็นเจ้าของสำหรับบุคคลในประโยค adjective clause ใช้ whose และให้เรียงไว้หน้าคำนามที่มันไปแสดงความเป็นเจ้าของเสมอ เช่น The woman whose house was burnt by the fire is very poor.
นอกจากนี้การลดรูปจาก Adjective clause เป็น Adjective phraseสามารถทำได้ง่ายๆ คือ 1)ตัดตัวเชื่อม Relative pronoun แล้วเปลี่ยน verb แท้ให้เป็น verb ช่อง1 แล้วเติม ing เช่น Adjective clause :The girl who is running is my best friend. Adjective phrase: The girl is running is my best friend. 2) ตัดตัวเชื่อมRelative pronoun และ verb to be ออกไป ให้เหลือ V ช่อง3
จากการทบทวนในห้องเรียนทำให้เราเข้าใจหลักการและโครงสร้างการใช้ Adjective clause มากขึ้น และสามารถเข้าใจและสร้างประโยค Adjective clause ได้โดยใช้สรรพนาม who, which, that, whom ได้ตรงกับ subject ของประโยคและสามารถลดรูปจาก adjective clause เป็น adjective phrase ได้อย่างถูกต้องและเข้าใจ นอกจากนี้ยังทำให้เราได้ฝึกทักษะทางไวยากรณ์ ซึ่งจะทำให้เรามีความรู้เพิ่มขึ้นและสามารถนำไปบูรณาการกับเรื่องอื่นๆได้

Learning log 5 นอกห้องเรียน

Learning Log 5 นอกห้องเรียน

การเรียนรู้นอกห้องเรียนในปัจจุบันมีสื่อเทคโนโลยีที่หลากหลายที่อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นสื่ออินเตอร์เน็ตต่างๆ เช่น YouTube, Google, BBC เป็นต้น ซึ่งง่ายต่อการค้นหาข้อมูล และยังได้รับข้อมูลที่หลากหลายจากทุกมุมโลก นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลาได้เช่นในการค้นหาคำศัพท์ในปัจจุบันจะมีคิดชันนารีออนไลน์ เพียงพิมพ์คำศัพท์ลงไปและกดค้นหาเพียงไม่กี่วิคำศัพท์พร้อมความหมายจะปรากฏขึ้นบนหน้าจอ จะช่วยให้เราค้นหาคำศัพท์ได้อย่างรวดเร็วดีกว่าการเปิดดูดิกชันนารี สื่ออินเตอร์เน็ตต่างๆ นอกจากจะให้ความบันเทิงกับผู้ใช้แล้วยังช่วยในการฝึกทักษะการ ฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษได้อีกด้วย เนื่องจากในตอนนี้มีการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร การฝึกทักษะการฟัง พูด จึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เมื่อเข้าอาเซียนเราก็จะไม่สามารถพูดคุยกับบุคคลอื่นๆได้ หากการศึกษาความรู้นอกห้องเรียน สิ่งที่ได้เรียนรู้มี 1 ประเด็น คือ ฝึกการฟังภาษาอังกฤษจากการดูภาพยนตร์เรื่อง monster house กำกับโดย จิล คีนัน
ภาพยนตร์เอนิเมชั่นออกแนวน่ากลัว เรื่อง monster house มีเนื้อเรื่องคร่าวๆคือ ดีเจ เด็กชายผู้สำรวจพื้นที่ด้วยกล้องโทรทรรศและหาสาเหตุของความผิดปกติทางฝั่งตรงข้ามของบ้านของเขา พบว่ามีผู้ชายแก่ๆที่ชื่อ เนบเบอร์เคร็กเกอร์ไล่ใส่กับเด็กๆทุกคน มันเป็นกฎของเขาที่ห้ามไม่ให้ทุกคนกล้ำกลายหรือผ่านเข้ามาบริเวณนั้น เพราะบ้านหลังนี้คือบ้านที่มีชีวิตและเขมือบของทุกชิ้น ดีเจ มีเพื่อนสนิทอ้วนๆชื่อว่าชาวน์เดอร์และเจนนี่ ทั้งสามคนได้ตกลงวางแผนที่จะทำลายบ้านของ เนบเบอร์เคร็กเกอร์ ซึ่งได้สืบค้นหาหหลักฐานที่ว่าบ้านหลังนี้มีอะไรสักอย่างหนึ่ง พวกเขาได้รู้ว่าบ้านหลังนี้คือภรรยาของคุณเนบเบอร์เคร็กเกอร์ที่เสียชีวิตลงร่างของเธอถูกคลุมไปด้วยปูนซีเมนต์ เนบเบอร์เคร็กเกอร์ได้ทำพิธีบูชาศพแก่เธอไว้และวิญญาณของเธอได้สิงสถิตที่บ้านไม้เก่าๆหลังนั้น ทั้งสามคน จึงคิดพิชิตหาจุดอ่อนคือเตาผิงไฟที่เป็นหัวใจของเธอ และเขาได้หาทางทำลายบ้านไม้หลังนั้นจนสำเร็จในคืนก่อนที่เริ่มจัดงานวันฮัลโลวีน
ปัญหาจากการฝึกฟังภาษาจากภาพยนตร์เรื่องนี้พบว่าเสียงพูดของตัวละครบางตัวเบาเกินไปทำให้ฟังอยาก แต่โดยรวมๆแล้วก็เข้าใจภาษาที่พูด แรกๆเราอาจจะฟังไม่รู้เรื่อง เพราะไม่คุ้นกับสำเนียงเจ้าของภาษาทั้งสำเนียงอักฤษและสำเนียงอเมริกัน ดังนั้นในการฝึกภาษาในการดูภาพยนตร์ควรดูด้วยซับไตเติลในภาษาไทยก่อนและเมื่อเราเข้าใจภาพยนตร์แล้ว เราก็สามารถเปลี่ยนเป็นซับไตเติลภาษาอังกฤษได้ นอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้วิธีการสร้างคำ สำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้อยู่บ่อยๆในชีวิตประจำวัน ได้ฝึกฟังการออกเสียงจากเจ้าของภาษา และเรายังได้เรียนรู้คำศัพท์อีกด้วยแต่ส่วนมากคำศัพท์จากภาพยนตร์จะเป็นคำแสลง เมื่อเรานำไปใช้ในการเรียนในชีวิตประจำวันควรเลือกใช้ให้เหมาะสมและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ด้วย
จากการฟังภาษาอังกฤษจากภาพยนตร์ ทำให้เราได้เรียนรู้คำศัพท์ สำนวน ภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยๆอาจมีคำแสลงป่นอยู่บ้าง แต่หากเราใช้ให้เหมาะสมก็จะเป็นประโยชน์ได้นอกจากนี้ยังได้ฝึกฟังสำเนียงจากเจ้าของภาษา ทำให้เราคุ้นชินกับสำเนียงและสามารถที่จะฟังภาษาอังกฤษได้รู้เรื่อง และสามารถที่จะฝึกพูดภาษาอังกฤษได้อีกทางด้วย เป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ต้องเสียเวลาจ้างติวเตอร์ต่างชาติแพงๆ แต่การฝึกฟังภาษาจากการดูภาพยนตร์แรกๆเราควรดูด้วยซับไตเติลภาษาไทยก่อน และเมื่อเราเข้าใจเนื้อเรื่องแล้ว เราก็สามารถเปลี่ยนเป็นซับไตเติลภาษาอังกฤษได้ เพียงเท่านี้เราก็สามารถที่จะฟังภาษาอังกฤษได้รู้เรื่อง ถ้าหากว่าเราตั้งใจฟังและฟังภาพยนตร์บ่อยๆ